Ergonomic Chair คือเก้าอี้ทำงานที่สามารถปรับให้สัมพันธ์กับสรีระ ท่าทาง และสถานีงานของผู้ใช้ได้ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์หรือจำนวนฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เก้าอี้ช่วยให้เท้า หลัง แขน และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้รับการรองรับอย่างเหมาะสมหรือไม่
การเลือก Ergonomic Chair ที่เหมาะสมอาจช่วยลดการอยู่ในท่าที่ไม่เป็นธรรมชาติและเพิ่มความสบายระหว่างทำงาน แต่เก้าอี้ไม่ใช่อุปกรณ์รักษาโรค และไม่สามารถทดแทนการเปลี่ยนอิริยาบถหรือการเคลื่อนไหวระหว่างวันได้
ในบทความนี้ Office Hub จะมานำเสนอและอธิบาย เกี่ยวกับเทคนิคการเลือก Ergonomic Chair อย่างไรให้รองรับสุขภาพได้ดี
Ergonomic Chair ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
Ergonomic Chair ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชันมากที่สุด แต่ควรมีช่วงการปรับที่รองรับสรีระและลักษณะงานของผู้ใช้ได้จริง เนื่องจากไม่มีท่านั่งหรือการจัดโต๊ะรูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน ผู้ใช้จึงต้องสามารถปรับเก้าอี้และอุปกรณ์รอบตัวให้สัมพันธ์กันได้
ในการเลือก Ergonomic Chair จึงควรมีข้อพิจารณา ดังต่อไปนี้
ข้อควรพิจารณา
ความแตกต่างระหว่าง Task Chair และ Ergonomics chair คืออะไร ?
แม้จะมีลักษณะที่คล้ายกันมาก แต่ความแตกต่างของ Task Chair และ Ergonomic Chair จะเป็นในเรื่องของด้าน สรีระศาสตร์ ที่มาสารถปรับส่วนต่างๆได้มากกว่า เป้าหมายของเก้าอี้ Ergonomic จึงไม่ใช่แค่นั่งได้แต่คือ ช่วยให้ร่างกายอยู่ในท่าที่เป็นธรรมชาติที่สุดลดแรงกด ลดการเกร็ง และลดความเสี่ยงอาการบาดเจ็บจากการนั่งนาน จึงเหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศที่จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพื่อไม่ให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมเกิดขึ้น
Ergonomic chair เหมาะกับการทำงานแบบใด
แม้จะมีลักษณะที่คล้ายกันมาก แต่ความแตกต่างของ Task Chair และ Ergonomic Chair จะเป็นในเรื่องของด้าน สรีระศาสตร์ ที่มาสารถปรับส่วนต่างๆได้มากกว่า เป้าหมายของเก้าอี้ Ergonomic จึงไม่ใช่แค่นั่งได้แต่คือ ช่วยให้ร่างกายอยู่ในท่าที่เป็นธรรมชาติที่สุดลดแรงกด ลดการเกร็ง และลดความเสี่ยงอาการบาดเจ็บจากการนั่งนาน จึงเหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศที่จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพื่อไม่ให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมเกิดขึ้น
7 จุดสำคัญในการเลือก Ergonomic Chair
ข้อควรพิจารณา
1. ความสูงของเบาะต้องปรับเข้ากับผู้ใช้และโต๊ะได้
ความสูงของเบาะควรปรับได้จนผู้ใช้นั่งแล้ววางเท้าราบบนพื้นหรือที่พักเท้าได้ โดยต้นขาอยู่ในแนวใกล้เคียงขนานกับพื้นและไม่รู้สึกว่าขอบเบาะกดบริเวณใต้เข่า หากปรับเก้าอี้ให้เหมาะกับโต๊ะแล้วเท้าลอย ควรใช้ที่พักเท้าเสริมแทนการปล่อยให้ขาห้อย
2. ความลึกของเบาะต้องไม่กดบริเวณหลังเข่า
เบาะควรรองรับต้นขาได้เพียงพอ แต่ไม่ลึกจนขอบเบาะชนหรือกดข้อพับด้านหลังเข่า เมื่อผู้ใช้นั่งพิงพนักเต็มหลังควรยังเหลือพื้นที่ระหว่างขอบเบาะกับหลังเข่าเล็กน้อยสำหรับสำนักงานที่มีพนักงานหลายรูปร่าง ควรพิจารณารุ่นที่ปรับความลึกของเบาะได้ ฟังก์ชันนี้ช่วยให้ผู้ใช้ตัวเล็กนั่งพิงพนักได้โดยไม่ถูกขอบเบาะกดขา ขณะเดียวกันก็ช่วยรองรับต้นขาของผู้ใช้รูปร่างสูงได้เหมาะสมขึ้น
3. พนักพิงควรรองรับแนวหลังโดยไม่บังคับท่านั่ง
พนักพิงควรรองรับแนวโค้งตามธรรมชาติของหลัง โดยเฉพาะบริเวณเอวหรือ Lumbar Support จุดรองรับควรสัมผัสกับหลังส่วนล่างจริง ไม่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป และไม่ดันแรงจนผู้ใช้นั่งไม่สบายถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกพนักพิงที่ปรับความสูงหรือระดับ Lumbar Support ได้
4. ระบบเอนควรเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ระบบเอนที่เหมาะสมควรให้ผู้ใช้เปลี่ยนจากท่านั่งทำงานไปสู่ท่าเอนได้โดยไม่ต้องออกแรงมากเกินไป และไม่ควรทำให้รู้สึกว่าเก้าอี้ผลักลำตัวกลับมาด้านหน้าอย่างรุนแรงควรทดลองปรับแรงต้านการเอนตามน้ำหนักตัว พร้อมตรวจสอบว่าสามารถล็อกหรือกำหนดช่วงการเอนได้หรือไม่ การมีระบบเอนไม่ได้หมายความว่าต้องล็อกเก้าอี้ให้อยู่ในท่าเดียวตลอดเวลา เพราะการเปลี่ยนท่าทางเป็นระยะมีความสำคัญต่อความสบายระหว่างวัน
5. ที่วางแขนต้องไม่ทำให้ยกไหล่
ที่วางแขนควรรองรับแขนอย่างเบา ๆ ขณะหัวไหล่อยู่ในท่าผ่อนคลายและข้อศอกอยู่ใกล้ลำตัว หากที่วางแขนสูงเกินไป ผู้ใช้อาจยกไหล่โดยไม่รู้ตัว แต่หากต่ำเกินไปอาจทำให้ต้องเอนตัวหรือเอียงลำตัวเพื่อวางแขนควรตรวจสอบด้วยว่าที่วางแขนสามารถเลื่อนเข้าใต้โต๊ะได้หรือไม่ หากชนกับขอบโต๊ะจนไม่สามารถขยับเก้าอี้เข้าใกล้สถานีงาน ผู้ใช้อาจต้องโน้มลำตัวไปด้านหน้าเพื่อใช้แป้นพิมพ์และเมาส์
6. เบาะและวัสดุควรเหมาะกับระยะเวลาการใช้งาน
เบาะควรช่วยกระจายน้ำหนักและไม่กดบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากเกินไป วัสดุแต่ละประเภท เช่น ผ้า ตาข่าย หรือวัสดุสังเคราะห์ ให้ความรู้สึก การระบายอากาศ และการดูแลรักษาแตกต่างกันไม่ควรตัดสินจากคำว่า “นุ่ม” หรือ “แน่น” เพียงอย่างเดียว เพราะเบาะที่รู้สึกสบายในช่วงแรกอาจไม่เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่อง ควรทดลองนั่งในท่าที่ใช้ทำงานจริงและพิจารณาคุณภาพของวัสดุร่วมกับการรับประกัน
7. ขนาดเก้าอี้ต้องเหมาะกับพื้นที่ทำงาน
แม้เก้าอี้จะรองรับสรีระได้ดี แต่หากมีขนาดใหญ่เกินพื้นที่ ก็อาจรบกวนการใช้งานได้ ควรตรวจสอบความกว้างของเก้าอี้ พื้นที่ขณะเอนหลัง ระยะเลื่อนเข้า–ออกจากโต๊ะ และพื้นที่ทางเดินรอบสถานีงานควรพิจารณาชนิดของล้อให้เหมาะกับพื้นด้วย เช่น พรม พื้นไวนิล หรือพื้นผิวแข็ง เพื่อให้เก้าอี้เคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสมและไม่สร้างความเสียหายต่อวัสดุปูพื้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดสำคัญคือการเลือกจากรูปลักษณ์ คำโฆษณา หรือจำนวนฟังก์ชัน โดยไม่ได้ทดลองว่าช่วงการปรับเหมาะกับผู้ใช้หรือไม่ เก้าอี้ที่ปรับได้หลายจุดอาจไม่มีประโยชน์ หากปุ่มใช้งานซับซ้อนหรือผู้ใช้ไม่ทราบวิธีปรับ
หากเป็นการจัดซื้อสำหรับสำนักงาน ควรให้พนักงานตัวอย่างจากหลายช่วงส่วนสูงได้ทดลองใช้ และสอนวิธีปรับเก้าอี้หลังส่งมอบ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมแต่ไม่มีคำแนะนำในการใช้งาน อาจทำให้ฟังก์ชันที่มีอยู่ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง
Ergonomic Chair ช่วยดูแลสุขภาพได้แค่ไหน
Ergonomic Chair ที่ปรับเหมาะสมสามารถช่วยรองรับร่างกายและลดการทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสมได้ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสุขภาพทั้งหมด แม้ท่าทางการทำงานจะเหมาะสม การอยู่ในท่าเดิมหรือการนั่งนิ่งเป็นเวลานานก็ไม่เป็นผลดี จึงควรเปลี่ยนท่าทาง ยืดร่างกาย ลุกเดิน และสลับทำงานในท่ายืนเป็นระยะ
FAQ : คำถามที่พบบ่อย




