Ergonomic Chair คือเก้าอี้ทำงานที่สามารถปรับให้สัมพันธ์กับสรีระ ท่าทาง และสถานีงานของผู้ใช้ได้ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์หรือจำนวนฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เก้าอี้ช่วยให้เท้า หลัง แขน และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้รับการรองรับอย่างเหมาะสมหรือไม่
การเลือก Ergonomic Chair ที่เหมาะสมอาจช่วยลดการอยู่ในท่าที่ไม่เป็นธรรมชาติและเพิ่มความสบายระหว่างทำงาน แต่เก้าอี้ไม่ใช่อุปกรณ์รักษาโรค และไม่สามารถทดแทนการเปลี่ยนอิริยาบถหรือการเคลื่อนไหวระหว่างวันได้
ในบทความนี้ Office Hub จะมานำเสนอและอธิบาย เกี่ยวกับเทคนิคการเลือก Ergonomic Chair อย่างไรให้รองรับสุขภาพได้ดี
การปรับ Ergonomic Chair ให้เข้ากับสรีระของผู้นั่งตามฟังก์ชัน
การปรับ Ergonomic Chair ให้เหมาะกับสรีระควรใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ร่วมกัน โดยเริ่มจากปรับความสูงและเลื่อนเบาะเข้า–ออกให้เท้าวางราบกับพื้นและขอบเบาะไม่กดหลังเข่า จากนั้นปรับส่วนรองรับหลังส่วนล่างให้ตรงกับแนวเว้าของเอว ตั้งที่วางแขนให้ข้อศอกได้รับการรองรับโดยไม่ยกไหล่ และปรับแรงต้านหรือระดับการเอนให้เคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากมีพนักพิงศีรษะควรจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่รองรับขณะเอนโดยไม่ดันศีรษะไปด้านหน้า ซึ่งการตั้งค่าฟังก์ชันเหล่านี้ให้สัมพันธ์กันจะช่วยให้เก้าอี้รองรับสรีระและลักษณะการใช้งานของแต่ละคนได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
9 ฟังก์ชัน Ergonomic Chair
ฟังก์ชันของเก้าอี้แต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน แต่ฟังก์ชันพื้นฐานต่อไปนี้มีผลต่อการรองรับร่างกายและการใช้งานในสำนักงานโดยตรง โดยสามารถสรุปเป็นทั้งหมด 9 ฟังก์ชันได้ ดังนี้
9 ฟังก์ชัน Ergonomic Chair
1. ส่วนรองรับหลังส่วนล่างที่ปรับตามท่านั่ง
Dynamic Lumbar Support เป็นส่วนรองรับหลังช่วงเอวที่สามารถเคลื่อนไหวหรือตอบสนองตามท่านั่งของผู้ใช้ ต่างจาก Lumbar Support แบบตำแหน่งคงที่ซึ่งรองรับหลังอยู่เพียงจุดเดียวเมื่อผู้ใช้นั่งตรง เอนตัว หรือขยับไปด้านข้าง ส่วนรองรับจะช่วยรักษาการสัมผัสกับหลังช่วงล่างอย่างต่อเนื่อง บางรุ่นสามารถปรับระดับความนูน ความสูง หรือแรงรองรับแยกตามความต้องการได้
2. พนักพิงที่ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหว
พนักพิงแบบยืดหยุ่นได้รับการออกแบบให้ขยับตามแนวหลังและการหมุนตัวของผู้ใช้ เช่น การเอื้อมหยิบของ การหันไปสนทนา หรือการเปลี่ยนน้ำหนักระหว่างด้านซ้ายและขวาบางรุ่นแบ่งพนักพิงออกเป็นหลายส่วนเพื่อรองรับหลังส่วนล่าง หลังส่วนกลาง และหัวไหล่แยกจากกัน ระบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้เปลี่ยนท่าทางได้โดยไม่สูญเสียการรองรับทั้งหมดจากพนักพิงก่อนเลือกควรทดลองว่าพนักพิงมีแรงต้านเหมาะสมหรือไม่ เพราะพนักพิงที่อ่อนเกินไปอาจให้ความรู้สึกไม่มั่นคง ขณะที่พนักพิงที่แข็งเกินไปอาจไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวตามที่ต้องการ
3. ระบบเอนพนักพิงและเบาะอย่างสัมพันธ์กัน
คือระบบที่ทำให้พนักพิงและเบาะนั่งเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันเมื่อผู้ใช้เอนหลัง โดยพนักพิงมักเอนมากกว่าเบาะตามอัตราส่วนที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้เปลี่ยนจากท่านั่งทำงานไปสู่ท่าเอนได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาการรองรับหลังและต้นขา แตกต่างจากระบบเอนทั่วไปที่พนักพิงและเบาะอาจเคลื่อนไปพร้อมกันในมุมเดียวกัน
4. ระบบปรับแรงเอนตามน้ำหนักตัว
Weight-Sensitive Recline คือระบบที่ปรับแรงต้านของการเอนตามน้ำหนักและแรงกดของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการหมุนปุ่มตั้งค่าแรงต้านด้วยตนเองฟังก์ชันนี้เหมาะกับ Hot Desk หรือสำนักงานที่พนักงานหมุนเวียนใช้เก้าอี้ร่วมกัน เพราะผู้ใช้แต่ละคนสามารถนั่งและเอนได้โดยไม่ต้องตั้งค่าหลายขั้นตอน
5. ระบบกำหนดและล็อกระดับการเอน
Tilt Limiter คือระบบจำกัดระดับการเอน เพื่อให้ผู้ใช้กำหนดได้ว่าพนักพิงจะเอนได้ไกลเพียงใด ส่วน Position Lock คือการล็อกพนักพิงไว้ในตำแหน่งที่ต้องการบางรุ่นล็อกได้เฉพาะท่านั่งตรง ขณะที่บางรุ่นล็อกได้หลายระดับ เช่น ท่านั่งทำงาน ท่าเอนเล็กน้อย และท่าพัก การมีหลายระดับช่วยให้ผู้ใช้เลือกท่าที่สัมพันธ์กับกิจกรรมแต่ละช่วงได้มากขึ้น
6. ระบบปรับเบาะโน้มไปด้านหน้า
Forward Tilt คือระบบที่ช่วยให้เบาะหรือพนักพิงโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย เหมาะกับงานที่ผู้ใช้ต้องโน้มตัวเข้าใกล้โต๊ะ เช่น การเขียนแบบ อ่านเอกสาร วาดภาพ หรือตรวจสอบรายละเอียดบนโต๊ะฟังก์ชันนี้ช่วยรักษาการรองรับบริเวณเชิงกรานและหลังขณะโน้มตัว แต่ต้องปรับอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าร่างกายไถลออกจากเบาะ
7. ระบบเลื่อนเบาะเข้า–ออก
ระบบเลื่อนเบาะไปด้านหน้าหรือด้านหลังเพื่อปรับพื้นที่รองรับต้นขา ฟังก์ชันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อเก้าอี้หนึ่งตัวต้องรองรับผู้ใช้ที่มีความยาวขาแตกต่างกันเบาะที่ลึกเกินไปอาจกดหลังเข่าและทำให้นั่งไม่ถึงพนักพิง ส่วนเบาะที่ตื้นเกินไปอาจรองรับต้นขาไม่เพียงพอ เมื่อนั่งชิดพนักพิงแล้วควรเหลือพื้นที่เล็กน้อยระหว่างขอบเบาะกับหลังเข่า
8. ที่วางแขนปรับได้หลายทิศทาง
ที่วางแขนของ Ergonomic Chair บางรุ่นสามารถปรับได้มากกว่าความสูง โดยแบบ 3D หรือ 4D อาจปรับหน้า–หลัง เข้า–ออก ปรับความกว้าง หรือหมุนมุมของแผ่นรองแขนได้การปรับหลายทิศทางช่วยรองรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ การใช้แท็บเล็ต หรือการเอนอ่านข้อมูล ตำแหน่งที่เหมาะสมควรช่วยให้ข้อศอกได้รับการรองรับโดยที่หัวไหล่ยังผ่อนคลาย
9. พนักพิงศีรษะปรับระดับและองศาได้
พนักพิงศีรษะแบบปรับได้อาจปรับความสูง ความลึก และมุมรองรับ เพื่อให้สัมพันธ์กับความสูงของผู้ใช้และองศาการเอนหน้าที่หลักคือรองรับศีรษะหรือช่วงต้นคอขณะเอน ไม่ควรดันศีรษะไปด้านหน้าระหว่างนั่งทำงาน หากเก้าอี้สามารถเอนได้มาก พนักพิงศีรษะจะมีประโยชน์มากกว่าการใช้งานในท่านั่งตรงเพียงอย่างเดียว
ขนาดมาตรฐานของ Ergonomic Chair
Ergonomic Chair ไม่มีขนาดมาตรฐานเดียวที่เหมาะกับผู้ใช้ทุกคน แต่มีช่วงขนาดอ้างอิงที่ช่วยใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการเปรียบเทียบเก้าอี้แต่ละรุ่น ซึ่งมีขนาดแบบภาพรวมที่ถูกกำหนดให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยจะแยกออกเป็นแต่ละส่วนได้แก่
ความสูงเบาะจากพื้น
ประมาณ 38.1–55.9 ซม. สามารถวางเท้าได้เต็มฝ่าเท้าและใต้ต้นขาไม่ถูกกด
ความลึกของเบาะ
ประมาณ 38.1–43.2 ซม. สามารถนั่งชิดพนักพิงได้โดยขอบเบาะไม่กดหลังเข่า
ความกว้างของเบาะ
อย่างน้อยประมาณ 45.7 ซม. ในส่วนของเบาะไม่บีบสะโพกและมีพื้นที่ให้เปลี่ยนท่านั่ง
ความสูงของพนักพิงเหนือเบาะ
อย่างน้อยประมาณ 45 ซม. สามารถรองรับหลังได้เหมาะกับส่วนสูงและท่านั่ง
ความกว้างของพนักพิง
อย่างน้อยประมาณ 36.1 ซม. รองรับหลังโดยไม่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของแขน
ระยะห่างระหว่างที่วางแขน
อย่างน้อยประมาณ 40.6 ซม. แขนอยู่ใกล้ลำตัวและไหล่ไม่ถูกบังคับให้ยก
ระยะห่างระหว่างที่วางแขนเหนือเบาะ
ปรับได้ประมาณ 17.8–26.7 ซม. จะเป็นส่วนที่รองรับข้อศอกโดยไม่ทำให้ยกไหล่
ขนาดโดยรวมของเก้าอี้
ความกว้าง ความลึก และความสูงรวมไม่มีค่ามาตรฐานเดียว เนื่องจากขึ้นอยู่กับรูปแบบพนักพิง พนักพิงศีรษะ ที่วางแขน ฐานล้อ และช่วงการเอนของแต่ละรุ่น
โดยก่อนเลือกซื้อควรตรวจสอบขนาดอย่างน้อย 3 สถานะ ได้แก่
FAQ : คำถามที่พบบ่อย




