Speaker System สำหรับห้องประชุมมีหน้าที่ถ่ายทอดเสียงพูดจากผู้เข้าร่วมทั้งภายในและภายนอกห้องให้ชัดเจน ครอบคลุมทุกตำแหน่ง และไม่รบกวนการสนทนา ระบบที่เหมาะสมอาจเป็นลำโพงประชุมแบบตั้งโต๊ะ อุปกรณ์ประชุมแบบรวมไมโครโฟนและลำโพง หรือระบบเสียงติดตั้งถาวรที่ทำงานร่วมกับไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง และระบบประมวลผลสัญญาณ
ในบทความนี้ Office Hub จะมานำเสนอเกี่ยวกับ 5 แบรนด์ Speaker system ที่เหมาะกับห้องประชุมของคุณ ดังนี้
Speaker System ในห้องประชุมต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง
หน้าที่สำคัญของ Speaker System ห้องประชุมคือทำให้เสียงพูดฟังเข้าใจง่ายและกระจายไปถึงผู้ฟังอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงเพิ่มความดังให้มากที่สุด เพราะเสียงที่ดังเกินไปหรือกระจายไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดเสียงสะท้อน เสียงหอน และความเหนื่อยล้าในการฟัง
ระบบเสียงห้องประชุมโดยทั่วไปอาจทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่อไปนี้
เกณฑ์การเลือกแบรนด์ Speaker System สำหรับห้องประชุม
เกณฑ์การเลือกแบรนด์
รวม 5 แบรนด์ Speaker system
ในการรวมแบรนด์ Speaker system ทั้ง 5 แบรนด์นั้นเป็นเพียงการนำแบรนด์มาเรียงกันไม่ได้เป็นการจัดอันดับเนื่องการคุณภาพของแบรนด์นั้นจะขึ้นอยู่กับความเมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กรโดยแต่ละแบรนด์จะมีดังนี้
1. AISPEECH
ฟังก์ชันแรกของ Speaker System คือรับสัญญาณจากแหล่งกำเนิดเสียง เช่น ไมโครโฟน คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องเล่นสื่อ หรือระบบประชุมออนไลน์
สัญญาณจากอุปกรณ์แต่ละประเภทอาจมีรูปแบบและระดับที่แตกต่างกัน ระบบจึงต้องมีช่องรับสัญญาณที่รองรับอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเหมาะสม ก่อนส่งต่อไปยังขั้นตอนการผสมและประมวลผลเสียง
2. Shure
Speaker System สามารถรับเสียงจากหลายอุปกรณ์พร้อมกัน เช่น เสียงผู้บรรยายจากไมโครโฟน เสียงวิดีโอจากคอมพิวเตอร์ และเสียงของผู้เข้าร่วมประชุมทางไกล
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รวมสัญญาณมักเป็น Mixer หรือ DSP เมื่อรวมสัญญาณแล้ว ผู้ใช้งานสามารถกำหนดได้ว่าเสียงใดควรส่งไปยังลำโพงหรือปลายทางแต่ละส่วน
3. Sennheiser
Mixer ทำหน้าที่ปรับระดับเสียงของแต่ละแหล่งให้สมดุลกัน ตัวอย่างเช่น ลดระดับเสียงจากวิดีโอ เพิ่มเสียงไมโครโฟนของผู้พูด หรือปิดช่องสัญญาณที่ไม่ได้ใช้งาน
ฟังก์ชันนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เสียงบางแหล่งดังหรือเบาเกินไป โดยเฉพาะในห้องอบรม ห้องประชุม และพื้นที่จัดกิจกรรมที่ใช้อุปกรณ์หลายประเภทพร้อมกัน
4. JBL
สัญญาณจาก Mixer หรือ DSP อาจยังไม่มีกำลังเพียงพอสำหรับขับลำโพง Passive จึงต้องใช้ Amplifier เพิ่มกำลังก่อนส่งสัญญาณไปยังลำโพง
5. Yamaha
DSP หรือ Digital Signal Processor ทำหน้าที่ประมวลผลสัญญาณเสียงในรูปแบบดิจิทัล ช่วยปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะกับอุปกรณ์และลักษณะของพื้นที่
ฟังก์ชันที่อาจอยู่ใน DSP ได้แก่ การปรับ Equalizer การกำหนดเวลาหน่วงเสียง การจำกัดระดับสัญญาณ การจัดเส้นทางเสียง และการลดเสียงรบกวน ทั้งนี้ความสามารถจะแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และการออกแบบระบบ
ก่อนเลือกแบรนด์ ควรทดสอบอะไรกับห้องจริง
FAQ : คำถามที่พบบ่อย




